ธรรมดาแล้วการตอบสัมภาษณ์ สิ่งที่สำคัญคือ คนที่ถูกถามควรคิดเสียก่อนว่า คนถามคำถามนี้อยากรู้อะไร อย่าตีความหรือมองแค่เป็นคำถามชั้นเดียว มิฉะนั้นคุณอาจจะตกเป็นเหยื่อ ไม่สามารถเลือกคำตอบได้ตรงใจอย่างที่กรรมการสัมภาษณ์อยากรู้ เช่น คำถามเกี่ยวกับงานอดิเรกที่ทำในเวลาว่าง จริง ๆ แล้ว ผู้สัมภาษณ์เขาอยากรู้ว่าคุณเป็นคนที่ใช้เวลาว่างเป็นประโยชน์หรือเปล่า คุณอาจตอบไปตามความจริง หรือตอบไปตามสิ่งที่มันควรจะเป็นก็ได้ หากตอบอย่างตรงไปตรงมาแล้วคุณไม่ได้ประโยชน์อะไร ก็ไม่จำเป็นต้องตอบขนาดนั้น แต่ก็ควรมีความจริงบ้างอย่างน้อย 60% ส่วนที่เหลือก็คือสิ่งที่พูดไม่หมด ไม่ได้ให้โกหกนะ เพราะหากคุณโกหกไม่แนบเนียนจนกรรมการสัมภาษณ์จับได้ ผลที่ตามมาก็จะไม่ดีสำหรับคุณ โดยเฉพาะคนเพิ่งจบมาใหม่ คือตอบความจริงไปเยอะ ๆ ไม่ต้องไปปรุงแต่งอะไรมากมาย หากปรุงแต่งแล้วดูไม่ดี เพราะอ่อนประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ จะทำให้คุณดูไม่น่าสนใจไปด้วย
การตอบสัมภาษณ์ควรมีพื้นฐานในการตอบประมาณ 8 ข้อ
ข้อแรก ตอบตรงประเด็น ไม่วกวน ไม่อ้อมค้อม เช่น ถามว่าคุณชื่ออะไร ก็ไม่ต้องตอบชื่อเล่น เพราะเขาอาจต้องถามคุณอีกรอบหนึ่งว่า แล้วชื่อนามสกุลจริงล่ะคืออะไร คุณควรพยายามตอบไม่ให้วกวน ไม่หลงประเด็น ถามเรื่องหนึ่งไม่ไปตอบอีกเรื่องหนึ่ง พยายามตั้งสมาธิ คิดวิเคราะห์ให้ได้ ว่าเขาถามอะไรเพราะอยากรู้อะไร ไม่ต้องตอบอ้อมไปอ้อมมา เพราะสิ่งที่กรรมการสัมภาษณ์อยากได้ คือคำตอบแบบเนื้อ ๆ เน้น ๆ อีกตัวอย่าง เช่น หากถามว่า คุณเคยทำงานอะไรมาบ้าง ก็ตอบไปเลยว่าลักษณะงานเป็นแบบไหน อย่าตอบแบบวกวน เพราะจะทำให้คุณดูเหมือนสับสนในตัวเอง ขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้นคุณต้องรู้จักรวบรวมความคิดก่อนตอบคำถามออกไป
ข้อสอง ควรฟังคำถามในจบก่อน ฟังให้ชัดเจนแล้วค่อยตอบ ไม่ใช่ฟังเพียง 3-4 ประโยค แล้วรีบสวนกลับไป เพราะผู้สัมภาษณ์จะรู้สึกคือ คุณขาดมารยาท ถึงแม้ว่าจะตอบถูก แต่ก็จะทำให้คุณดูแย่ในสายตาเขา
ข้อสาม อธิบายคำตอบที่คุณตอบไป บางทีเด็ก ๆ มักจะตอบอะไรสั้น ๆ ถามตั้งนาน ตอบประโยคเดียว เช่น กรุงเทพมหานคร มีเขตทั้งหมดกี่เขต ส่วนใหญ่จะตอบไปเลยว่า 50 เขต ( 2551 ) ถ้าหากคุณอยากตอบอย่างมีเหตุผล คุณก็ต้องคิดว่าเมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมี 45 เขต เลยคิดต่อไปว่า ประชากรของกรุงเทพฯ น่าจะเพิ่งขึ้นจากการโอนย้ายคนจากต่างจังหวัดเข้ามาด้วยจาก 45 เป็น 50 หรือ 51 อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า คุณมีการวิเคราะห์ทำให้คำตอบของคุณดูมีน้ำหนักมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นคำตอบที่ผิดก็ตาม
ข้อสี่ หากตอบคำถามในเรื่องของรายละเอียดหรือสถิติ อย่าตอบคำถามโดยการเดา เช่น หนูในเขตกรุงเทพฯ มีกี่ตัว ผู้สัมภาษณ์เขาไม่อยากรู้ 100% หรอกครับว่ามีกี่ตัว แต่เขาอยากฟังวิธีคิดของคุณมากกว่า คุณอาจจะเดาแล้วตอบไปว่า 10 ล้านตัว การตอบแบบนี้ไม่ถูก คุณควรจะตอบว่าที่บ้านน่าจะมีหนูประมาณ 10 ตัว จึงคิดว่าในเขตกรุงเทพฯ มีประชากรประมาณ 10 ล้านคน เฉลี่ยครอบครัวละ 3 คน น่าจะสัก 3 ล้านครัวเรือน ฉะนั้นหนูน่าจะมีสัก 30 ล้านตัว นี่แสดงว่าคุณมีวิธีการคิดที่ดี ไม่ว่าคำตอบจะถูกหรือผิดก็ตาม ซึ่งคุณสมบัติแบบนี้เป็นลักษณะของคนที่เข้าใจอะไรง่าย รู้จักวิเคราะห์คำถาม ถือว่าลักษณะการแสดงคำตอบที่ดี
ข้อห้า ฟังคำถามแล้วใจเย็น ๆ วิธีการตอบที่ดี คือ คุณต้องฟังคำถามให้เข้าใจจนจบ แล้ววิเคราะห์ว่า ผู้สัมภาษณ์อยากได้อะไร แล้วค่อยตอบ เช่น ปกติวันเสาร์และอาทิตย์คุณตื่นเช้าไหม คุณก็ตอบว่า คุณตื่นสายเพราะว่าวันธรรมดาทำงานหนัก แต่จริง ๆ แล้วเขาอยากรู้ว่าคุณใช้เวลาว่างในช่วงเสาร์และอาทิตย์ทำอะไรบ้าง คุณไปเรียนหนังสือต่อหรือเปล่า คุณพักผ่อนอย่างไร แต่บางครั้งการบอกว่าคุณไม่มีเวลาพักผ่อนเลยก็ไม่ดีเช่นกัน ดังนั้นจึงควรจะจับประเด็นให้ได้ว่ากรรมการสัมภาษณ์ เขาอยากได้อะไรแล้วก็ตอบให้ตรงใจครับ
ข้อหก ถ้าเป็นคำถามที่ยาก แล้วคุณตอบไม่ได้ ก็ให้ตอบไปเลยว่า ตอบไม่ได้ คุณอาจจะบอกว่า สาขาวิชาที่คุณเรียนมาไม่ได้ครอบคลุมไปถึงเรื่องนี้ หรือคุณไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ทำให้คุณดูดีมีเหตุผลมากกว่า อย่าเดาเด็ดขาด เพราะเขาจะเห็นว่า หลักการของคุณคือการเดา
ข้อเจ็ด หากคุณเป็นมือใหม่ ควรเตรียมตัวในการสัมภาษณ์มาล่วงหน้า บางครั้งหากประสบการณ์น้อย ก็จะเสียเวลาในการทำความเข้าใจคำถาม ดังนั้นคุณเตรียมตัวโดยเอาคำถามที่คิดว่ากรรมการน่าจะอยากรู้มาเรียกกันไว้สัก 10-20 คำถาม จะทำให้ตอบได้เร็วมากขึ้น รวมถึงการเตรียมตัวเรื่องการแนะนำตัวเองภายใน 2 นาที เลือกคำตอบมาเลย และเตรียมคำตอบที่จะเปลี่ยนจุดอ่อนของคุณ ให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กรและต่อสังคม
ข้อแปด สีหน้า แววตา น้ำเสียง ต้องมีความมั่นใจ ไม่ใช่ตอบแต่ว่า น่าจะ... ประมาณ... แค่นี้ คุณต้องมั่นใจในสิ่งที่ตอบ และเมื่อตอบอะไรไปแล้ว หมายถึงว่า คุณคิดไตร่ตรองแล้วนี่เป็นเทคนิคง่าย ๆ ที่จะใช้ในการตอบปัญหาในการสัมภาษณ์งาน





